อังคาร 27 ก.ย.--ทันหุ้น :
สรุปข่าว หนังสือพิมพ์ทันหุ้น

ช็อก! เฮดจ์ฟันด์ถล่มขายทอง
       เซียนทองมึนตึ้บราคาทองรูดหนัก เจอแรงขายเฮดจ์ฟันด์ถล่มทลายร่วงกว่า 120 ดอลลาร์ ด้าน "พวรรณ์" ชี้หากสถานการณ์เอื้อ 3 เดือนราคาทองพุ่งแตะ 2 พันดอลลาร์ทันตาเห็น สบช่องทยอยสะสมเข้าพอร์ตรอตักตวงกำไรแค่อึดใจ วางพิกัดแนวรับอย่าให้หลุด 1,534 ดอลลาร์ ส่วนต้านมองที่ 1,700 ดอลลาร์

'จรัมพร' ชี้พื้นฐานหุ้นไม่เปลี่ยน "ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง"
       "จรัมพร โชติกเสถียร" ไขก๊อกหุ้นร่วงระนาววานนี้ (26 ก.ย.54) เหตุแรงเทขาย 4 กลุ่มหุ้นบิ๊กแคปพลังงาน น้ำมัน ธนาคารพาณิชย์และสื่อสาร ชี้ไม่มีปัญหา Forced Sell หลังมาร์จิ้นโลนทั้งระบบปกติ 3 หมื่นล้านบาท ด้าน "ชาลี จันทนยิ่งยง" เลขาธิการ ก.ล.ต.แนะอย่าตื่นตระหนกเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

จี้ตั้งกองทุนพยุงหุ้นต้านแรงขายต่างชาติ สภาตลาดทุนกระทุ้งรัฐ
       สภาธุรกิจตลาดทุนกระทุ้งรัฐ "คิดใหม่ทำใหม่" เร่งทบทวนนโยบายก่อนสายเกินแก้ พร้อมอัดฉีด 7 แนวทางสร้างภูมิคุ้มกัน ด้าน "ชนินท์ ว่องกุศลกิจ" ลั่นหุ้นร่วงตามการเคลื่อนย้ายเงินทุนต่างชาติ ระบุชัดไม่เลวร้ายเหมือนยุค "ต้มยำกุ้ง" พร้อมหนุนตั้งกองทุนพยุงด่วน ฟากโบรกการันตีบุ๊กแวลูตลาดหุ้นไทยยังเจ๋งไม่เข้าข่าย "วิกฤติเลห์แมน บราเดอร์ส" ที่บุ๊กอยู่ที่ 0.8 เท่าวางเป้าหมายดัชนีสิ้นปี 1,200 จุด

กองทุนรอช้อนซื้อ 'LTF-RMF'
       ธุรกิจกองทุนนิ่งสงบพร้อมเปิดตำราประเมินสถานการณ์รายวัน หาจังหวะเข้าช้อนของดีใส่พอร์ต ส่วนนักลงทุนที่ติดยอดดอยอย่าเพิ่งถอดใจ บิ๊ก บลจ.ทิสโก้ "ธีรนาถ รุจิเมธาภาส" แนะทองออกถือยาวโอกาสรีบาวนด์มีชัวร์ ขณะที่ "กบข." กางแผนรับมือหากวิกฤติยุโรปลุกเป็นไฟลามทุ่ง ปรับลดพอร์ตลงทุนทั้งไทยและนอกส่วน LTF-RMF น่าสน

จับตาครม.ขยายภาษีรถ-บ้าน 'AH-SAT-LALIN' ส้มหล่น
       กลุ่มยานยนต์-อสังหากระพือปีกรับคลังชงครม.ขยายสิทธิประโยชน์ภาษีรถยนต์-บ้าน เพิ่มโดยคาดว่าจะขยายลดภาษีรถยนต์คันแรกเป็น 1,600 ซีซี จากเดิม 1500 ซีซี แถม ชงบ้าน 0% 2 ปี จากเดิมลดหย่อนภาษี 10% จากบ้านราคา 5 ล้านบาท ด้านบิ๊ก AH เชื่อรับผลบวกเต็มคราบเชื่อกระตุ้นกำลังซื้อรถยนต์ถล่ม นักวิเคราะห์ประสานเสียงได้จังหวะซื้อยานยนต์-อสังหาริมทรัพย์เก็บ จากผลบวกเต็มพิกัด

'KH' ฟุ้งผลงาน Q3/54 สุดพีคอัพค่าประกันสังคมดันงบพุ่ง
       KH ดี๊ด๊างบไตรมาส 3/2554 สุดพีค เป็นช่วงเข้าสู่ฤดูผู้ป่วยพุ่ง ด้าน "นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์"ฟันธงกำไรสุทธิทั้งปี 2554 พุ่งปรี๊ด จากปี 2553 ที่มีกำไรสุทธิ 638.85 ล้านบาท แถมการปรับเพิ่มค่าเหมาจ่ายประกันสังคมขึ้นอีก 20% เชื่อตุนกำไรบาน กูรูแนะสอยงบโต 17-18% และอนาคตโกยกำไรต่อเนื่องได้อีก

DTAC หุ้นดีอนาคตแข็งแกร่งแจกปันผลพิเศษ-อัพไซด์3G
       DTAC แรงเข้าตาโบรกหลังปัจจัยบวกรุมเร้า ทั้งแจกปันผลพิเศษ 5-8 บาทต่อหุ้นเดือนหน้านี้ พ่วงราคาเหลืออัพไซด์รับผลดี 3G คลอด แนะ "ซื้อสะสม" เข้าพอร์ตให้เป้าหมาย 100.00 บาท

'DCC' รับอานิสงส์ตลาดภูธรกระตุ้นจับจ่าย-ยอดขายแรง
       เซียนหุ้นส่อง DCC เน้นบุกตลาดต่างจังหวัด ส่อแววโตต่อเนื่อง รับนโยบายของรัฐกระตุ้นการใช้จ่ายคาดครึ่งปีหลังกำไรยังดีไม่มีตก ที่ 300 ล้านบาทต่อไตรมาสชูเป็นหุ้นปันผลเด่น หลังเห็นการจ่ายเงินปันผลทุกไตรมาส โดยไม่มีภาระหนี้เงินกู้ คาดปีนี้ควักจ่ายปันผล 3.20 บาท เชียร์ "ซื้อ" ให้เป้า 60 บาท

AP ย้ำบ้านหลังแรกฟื้นตลาดเดินหน้าเปิด 6 โครงการใหม่
       AP เชื่อมาตรการบ้านหลังแรกพลิกตลาดกลับสู่ภาวะการซื้อขายปกติ เดินหน้าเปิดตัว 6 โครงการใหม่ มูลค่ารวมกว่า 3,600 ล้านบาท พร้อมโอนภายในปี 2555 เตรียมจัดโปรโมชั่นกระตุ้นการตัดสินใจซื้อทั้งแนวราบ-แนวสูงไว้รองรับมาตรการประมาณ 40% ของสินค้าทั้งหมดมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท

หุ้นโบรกผลงาน Q3/54 แจ่มแดงเดือดวอลุ่มพุ่งรายได้เพิ่ม
       หุ้นกลุ่มหลักทรัพย์รับอานิสงส์ตลาดหุ้นพินาศ หนุนวอลุ่มซื้อขายพุ่งพรวด ส่งงบไตรมาส 3/2554 ส่อเค้าดีจากรายได้ค่านายหน้าเพิ่มขึ้น แถมวอลุ่มทั้งปี 2554 ทะลุ 3 หมื่นล้านบาทต่อวัน ตุนรายได้เพิ่มอีก 10% แย้ม PHATRA และ ASP ส่อแววเดี้ยงหลังป๊อบเทรดทำพิษขาดทุนยับ ฟาก CGS ออกตัวแรงป๊อบเทรดยังเท่าทุน ลั่นบังคับลูกทำ Forced Sell

SORKON โชว์ Q3 รายได้พุ่ง 50% แรงซื้อท้ายปีถล่มฉลองคริสต์มาส
       บิ๊ก SORKON "เจริญ รุจิราโสภณ" ลั่นไก ไตรมาส 3 เทิร์นอะราวนด์อลังการคาดรายได้พุ่งกระฉูดใกล้เคียง 50% จากช่วงปีก่อนหลังยอดขายขนมพุ่ง แถมเน้นรุกตลาดในประเทศมากขึ้น หนุนมาร์จิ้นไหลเข้ากรุเพียบเชื่อไตรมาส 4 ไต่ระดับสูงสุดใหม่ หลังเชื่อแรงบริโภคถล่มรับท้ายปีคริสต์มาส ดันยอดขายทั้งปีเข้าเป้า 2 พันล้านบาทสมใจ กูรูส่องสัญญาณเทคนิคดี ให้เป้า 80.00 บาท

CPN ย้ำรายได้โต 15% ชัวร์ทริสคงอันดับเครดิตที่ A+
       CPN ย้ำรายได้ปีนี้โต 15% แน่ ด้านบรษัทจัดอันดับ "ทริสเรทติ้ง" ประกาศคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่มีประกันชุดปัจจุบัน ให้ระดับ "A+" เชื่อแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/2554 ฟื้นตัว หลังสามารถรับรู้รายได้ค่าเช่าเพิ่มจากการเปิดให้บริการศูนย์การค้า

ไอเอ็นจีกรุ๊ปสำรวจตลาดเอเชียต้องการความคุ้มครองชีวิตเพิ่ม
       ไอเอ็นจี กรุ๊ป เผยรายงานของไอเอ็นจีอินชัวรันส์ แดชบอร์ด (ING Insurance Dashboard)เผยผลสำรวจภาวการณ์ทำประกันภัยใหม่ในภูมิภาคเอเชียว่าผู้มีเงินได้ระดับชนชั้นกลางในภูมิภาคเอเชีย82% รู้สึกตนต้องการทำประกันภัยมากขึ้นในปีนี้ โดยกลุ่มตัวอย่างทุกๆ 1 ใน 2 คน หรือคิดเป็น 52% ระบุว่า มีความตั้งใจที่จะซื้อกรมธรรม์ประกันภัยเพิ่มอีก 1 ฉบับภายในอีก 12 เดือนข้างหน้า

GFM เปรย Q3 ผลงานแจ๋วยิ้มบาทอ่อนดันส่งออกพุ่ง
       GFM แบไต๋ Q3/2554 ยอดขายแจ๋วกว่า Q3/2553 ที่ 402.47 ล้านบาท รับคำสั่งซื้อของสหรัฐพุ่งแถมยืนเป้าทั้งปีรายได้โต 5-10% จากปีก่อน หลังบรรยากาศเศรษฐกิจดีขึ้น แถมแจงเงินบาทอ่อนค่าช่วยหนุนการดำเนินงานของบริษัท เหตุธุรกิจมีรายรับหลักจากส่งออกด้านโบรกเกอร์ชี้วัดใจได้ถึง 17.00 บาท

IRCP เทคนิคต้าน 5.60 บาทครึ่งปีหลังรายได้ทะลุ 755 ล.
       IRCP เปรยครึ่งหลังปี 2554 ฟอร์มแจ่มกว่าครึ่งแรกที่มีรายได้ราว 755.95 ล้านบาท อานิสงส์งานในมือรอบุ๊กเพียบ แถมจ้องฮุบงานเพิ่ม 1 พันล้านบาท หวังซิวงานราว 80% เสริมรายได้อนาคต ฟากเซียนหุ้นเคาะต้านที่ 5.60 บาท

'อัคคีปราการ' เดินหน้าเข้า mai เตรียมขายไอพีโอ 84 ล้านหุ้น
       บอร์ด BWG ลงมติส่งบริษัทย่อย "อัคคีปราการ" เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai เตรียมเสนอขายหุ้น IPO จำนวน 84 ล้านหุ้น ด้วยการเพิ่มทุนจาก 160 ล้านบาท เป็น 202 ล้านบาท ที่ราคาพาร์ 0.50 บาท พร้อมเปิดทางผู้ถือหุ้น BWG จองซื้อก่อนไม่เกิน 21 ล้านหุ้นหรือ 25% ของหุ้น IPO เพื่อบรรเทาผลกระทบจาก Dilution Effect ในขณะที่ BWG ถือหุ้นลดลงจาก 64.62% เหลือ 51.18%

CMO ดี๊ด๊ารับหนี้คืนกว่า 130 ล้านครึ่งหลังแจ่มจ่อสอยงานใหม่อื้อ
       ซีเอ็มโอ เฮ! สามารถเรียกเก็บหนี้คืนจากลูกหนี้ราชการแห่งหนึ่งกว่า 130 ล้านบาท หลังจากที่ติดมานานกว่า 2 ปี พร้อมจัดทัพเดินหน้าประมูลงานใหม่กว่า 300 ล้านบาท ด้าน "ผู้บริหาร" เผยผลงานครึ่งปีหลังสดใสรับอานิสงส์ธุรกิจอีเวนต์พุ่ง ระบุเงินที่ได้คืนมา ส่งผลให้สภาพคล่องเพิ่มขึ้น พร้อมประกาศเตรียมสู้ศึก "บีโอไอ แฟร์ 2011" ปลายปีนี้ มั่นใจปั๊มรายได้เข้าเป้า 1 พันล้านบาท
อังคาร 27 ก.ย.--eFinanceThai.com :
วินาศสันตะโร !3 วันร่วง125 จุด

**วงการให้แนวรับใหม่ 860 จุด
          ตลาดหุ้นไทยวานนี้(26 ก.ย.) ดัชนีรูดหนัก90 จุดหรือร่วงกว่า 9.42% นำตลาดอื่นในภูมิภาค จากแรงเทขายของต่างชาติ ที่กังวลปัญหาวิกฤตศก.โลก - แถมบางส่วนยังถูกบังคังขาย Forced sell จนตลาดป่วน ระบบซื้อขายหยุดชะงัก ท่ามกลางข่าวลือสะพัด ตลท.งัดมาตรการ เซอร์กิต เบรกเกอร์ แต่สุดท้าย ตลท.ปฎิเสธ ใช้เซอร์กิตฯ แค่ระบบซื้อขายขัดข้อง ทำให้ระบบหยุดซื้อขายชั่วคราว ขณะที่ 3วันทำการดัชนีหุ้นไทยร่วงกว่า 125 จุด วงการ ให้แนวรับใหม่ที่ 860 จุด ด้านส.นักวิเคราะห์ เล็งปรับเป้าดัชนีฯ ปีนี้ลงอีกครั้ง ภายใน 2 สัปดาห์ข้างหน้า หลังปัญหายุโรปแรงเกินคาด
          ตลาดหุ้นไทยวานนี้(26 ก.ย. 54)เรียกได้ว่าวินาศสันตะโร เพราะดัชนีหุ้นไทยรูดลงถึง 90 จุดมาอยู่ที่ 867.86 จุดหรือ 9.42% จ่อเข้าเกณฑ์ต้องงัดมาตรการเซอร์กิตเบรกเกอร์ ที่จะหยุดการซื้อขายเป็นเวลา 30 นาที
          ทั้งนี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยเปิดซื้อขายช่วงเช้าดัชนีปรับตัวลดลงทันที 10.63 จุดมาอยู่ที่ 947.53 จุด(จากปิดตลาดวันศุกร์ อยู่ที่ 958.16จุด) ก่อนที่ดัชนีจะไหลลงอย่างต่อเนื่อง จากแรงเทขายของนักลงทุนที่กังวลปัญหาเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอย เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐและปัญหาหนี้ของกรีซและกลุ่มยุโรป ยังไม่คลี่คลาย แถมบางส่วนถูกบังคับขาย โดยดัชนีปรับตัวลดลง ระหว่างการซื้อขายช่วงเช้า ถึง 80 จุดหรือลดลง 8.46% ก่อนจะรีบาวน์เล็กน้อยมาปิดตลาดช่วงเช้าที่ระดับ 883.23 จุด ลดลง 74.93 จุด หรือ 7.82% มูลค่าการซื้อขาย 24,813.25 ลบ.
          ขณะเดียวกันหลายฝ่ายจับตาว่าการซื้อขายช่วงบ่าย ดัชนีฯจะรูด10% จนตลาดหลักทรัพย์จะต้องประกาศบังคับใช้มาตรการ เซอร์กิต เบรกเกอร์หรือไม่ กระทั่งเปิดตลาดช่วงบ่าย ดัชนีหุ้นไทยยังรูดลงอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเวลาประมาณ 14.44 น. ดัชนีร่วงลงมาแตะระดับต่ำสุดที่ 867.86 จุด ลดลง 90จุดหรือลดลง 9.42% หลังจากนั้นดัชนีหยุดชะงัก ท่ามกลางข่าวลือสะพัดว่าตลาดหลักทรัพย์มีการบังคับใช้มาตรการ เซอร์กิตเบรกเกอร์
          แต่สุดท้ายทางตลาดหลักทรัพย์ออกมาระบุว่าไม่มีการใช้มาตรการเซอร์กิต เบรกเกอร์ แต่เนื่องจากการซื้อขายขัดข้อง ทำให้หยุดการซื้อขายชั่วคราว หลังจากนั้นดัชนีรีบาวน์ขึ้นมาได้
          ก่อนจะปิดตลาดวานนี้ ที่ระดับ 904.06จุด ต่ำสุดในรอบ 1 ปี ลดลง 54.10จุดหรือ 5.65% มูลค่าการซื้อขาย 47,630.63ล้านบาท
          ทั้งนี้ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลดลงนำตลาดหุ้นในภูมิภาค อาทิ ดัชนี สเตรทไทม์: ตลาดหุ้นสิงคโปร์ ปิดตลาดที่ระดับ 2,654.31 จุด ลดลง 44.49 จุด หรือ -1.65 % ดัชนี คอมโพสิต: ตลาดหุ้นอินโดนีเซีย ปิดตลาดที่ระดับ 3,316.14 จุด ลดลง 110.21 จุด หรือ -3.22 % ดัชนี ฮั่งเส็ง: ตลาดหุ้นฮ่องกง ปิดตลาดที่ระดับ 17,407.80 จุด ลดลง 261.03 จุด หรือ -1.48 %ดัชนี SHI: ตลาดหุ้นจีน ปิดตลาดที่ระดับ 2,393.18 จุด ลดลง 39.98 จุด หรือ -1.64 % ดัชนี นิกเกอิ: ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปิดตลาดที่ระดับ 8,374.13 จุด ลดลง 186.13 จุด หรือ -2.17 %
*** 3วันทำการดัชนีหุ้นรูดกว่า 125 จุด - ปี 54 ต่างชาติขายสุทธิ 3.77หมื่นลบ. ***
          อย่างไรก็ตามในช่วง 3 วันทำการ(21 - 26 ก.ย. 54 )พบว่าดัชนีปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้วันที่21 ก.ย. 54 ดัชนีปิดที่ระดับ 1029.59 จุดหากเทียบดัชนีต่ำสุดวานนี้(26 ก.ย.)ที่ 867.86 จุด พบว่าดัชนีหุ้นไทยลดลง 161.73 จุด หรือลดลง 15.70% แต่หากเทียบกับจุดปิดตลาดวานนี้ ที่ 904. 06จุด ดัชนี3วันทำการ ปรับตัวลดลง 125.53จุด หรือ12.19%
          ทั้งนี้ มี 3 หลักทรัพย์ที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยวานนี้อยู่ในแดนลบ คือ PTT ปิดที่ระดับ 267.00 ลดลง 23.00 บาท ราคาหุ้นที่ปรับลดลงมีผลต่อตลาด –8.1631จุด, PTTEP ปิดที่ระดับ 145.00 บาท ลดลง 6.00 บาท ราคาหุ้นที่ปรับลดลงมีผลต่อตลาด –2.4769 จุด และ BANPU ปิดที่ระดับ 526.00 บาท ลดลง 60.00 บาท ราคาหุ้นที่ปรับลดลง มีผลต่อตลาด - 2.0574จุด
          อย่างไรก็ตามพบว่าเมื่อวานนี้ นักลงทุนต่างชาติ มียอดขายสุทธิ 3069.59 ล้านบาท ส่งผลให้ในปี 2554นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยกว่า 37,761.20 ล้านบาท โดยเป็นการขายสุทธิเฉพาะในเดือน ก.ย. กว่า 18,915.55 ล้านบาท อย่างไรก็ตามพบว่า Fund Flow ขาออกรอบนี้ทั้งหมด (นับตั้งแต่ 5 ส.ค. – 23 ก.ย. 2554) พบว่านักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยออกมาแล้วถึง 66,331 ล้านบาท มากกว่า Fund Flow ขาเข้ารอบล่าสุด (29 มิ.ย. – 4 ส.ค. 2554) มียอดซื้อสุทธิ 50,599 ล้านบาท
*** บล.ฟิลลิป คาดหุ้นไทย มีโอกาสลงถึง 860 จุดหากสถานการณ์ยุโรปเกิดวิกฤต***
          บทวิเคราะห์บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) มองว่าดูเหมือนปัญหาหนี้สินของยุโรปโดยเฉพาะประเด็นการผิดนัดชำระหนี้ของกรีซ และภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยทางเศรษฐกิจของสหรัฐจะยังคงปัจจัยหลักที่ครอบงำการ ลงทุนในตลาดหุ้นรวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์ให้อยู่ทางลงต่อไป SETI จึงยังคงภาพความ ผันผวนในกรอบแนวโน้มขาลง ซึ่งความเสี่ยงทางลงอาจลงได้ถึง 860 ทีเดียวหากสถาน การณ์ทางยุโรปเกิดวิกฤตที่ร้ายแรง แต่คงต้องใช้เวลาจับตาดูพัฒนาการของปัญหา อย่างใกล้ชิดไปก่อน อย่างไรก็ดี ปัจจัยระยะสั้นในกรอบสัปดาห์อาจมีลุ้นการดีดตัว ระหว่างทางจากการทำราคาปิดบัญชีสิ้นไตรมาส 3 แม้จากสถิติในอดีตเกิดขึ้นไม่มาก เพียง 45-50% เท่านั้น แต่การดิ่งหนักของตลาดในช่วงหลังอาจทำให้มีโอกาสเกิดมากขึ้น และอีกส่วนหนึ่งคาดจะมีแรงหนุนการซื้อ LTF/RMF ปลายปีช่วยประคองตลาดด้วย แต่มอง Upside อย่างมากไปได้แค่ 970-1000 จุด เท่านั้น
          กลยุทธ์การลงทุน ระยะสั้นยัง Wait&See ต่อ เน้นถือเงินสดให้มาก
***บล. เกียรตินาคิน แนะ Wait&See เหตุตลาดยังไม่นิ่งให้แนวรับแรกที่ 890-880 จุด ขณะที่ บล.กสิกรไทย แนะเก็งกำไร หุ้นที่ได้รับประโยชน์นโยบายรัฐ***
          ด้าน นายอภิสิทธิ์ ลิมป์ธำรงกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เกียตรินาคิน กล่าวว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยวานนี้ปรับตัวลดลงแรง หลังจากนักลงทุนเกรงว่าปัญหาเศรษฐกิจโลกจะบานปลาย โดยในช่วงต่อไปก็คงจะอยู่ในลักษณะของการแกว่งตัว เพราะไม่มีปัจจัยเข้ามากระตุ้นบรรยากาศการลงทุน แต่การปรับตัวลดลงของดัชนีฯจะชะลอลงจากวันนี้ ซึ่งประเมินแนวรับแรกที่ 890-880 จุด และหากหลุดระดับดังกล่าวก็มีสิทธิ์ที่จะลงไปแตะที่ 870 จุด และ 850 จุดได้ตามลำดับ ทั้งนี้ กลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ยังแนะนำ Wait&See เพราะตลาดฯยังไม่นิ่ง โดยประเมินแนวต้านที่ 920 จุด
          "มีความเป็นไปได้ที่ดัชนีฯจะลงไปที่ 870 จุดอีก แต่คงไม่ใช่ตอนนี้ และหากตลาดฯขาลงอีกก็มีแนวรับถัดไปที่ 850 จุด หลังจากวันนี้ตลาดฯลงแรงมากตามต่างประเทศ โดยช่วงนี้คงรอดูสถานการณ์ไปก่อนอย่าเพิ่งทำอะไร" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
          ขณะที่ นายกวี ชูกิจเกษม กรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย คาดว่าวันนี้ มีโอกาสที่ตลาดหุ้นจะรีบาวน์ขึ้นได้ เพราะ 3 วันทำการที่ผ่านมาลงต่อเนื่องวันละ 40-50 จุด จึงคาดว่าดัชนีฯ พร้อมจะรีบาวน์ได้ทุกเมื่อ ทั้งนี้หลังดัชนียืนเหนือ 900 จุด แสดงว่าแนวโน้มเริ่มจะขึ้นแล้ว จึงประเมินแนวรับที่ 900-870 จุด ส่วนแนวต้าน 914-933 จุด
          “แต่ต้องดูปัจจัยต่างประเทศใกล้ชิด และเชื่อว่าวันนี้น่าจะรีบาวน์ได้บ้าง” นายกวี กล่าว
          ส่วนกลยุทธ์การลงทุน แนะซื้อเก็งกำไร โดยเลือกหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาล เช่น ADVANC CPF BGH
          ทั้งนี้เมื่อวานนี้ ตลาดหุ้นปรับลดลงเพราะความกังวลเศรษฐกิจยุโรป ทำให้นักลงทุนทั่วโลกเทขายหุ้นเพื่อเอาเงินสดกลับคืน และมองว่าตลาดหุ้นไทยน่าจะได้ผลตอบแทนดีที่สุด เพราะเมื่อย้อนหลังดู 5 ปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 260% ในขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับขึ้นเพียง 18% ดังนั้น จึงไม่แปลกที่หุ้นไทยจะร่วงแรง แต่ในส่วนของปัจจัยพื้นฐานยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
          “ต่างชาติอยากลดความเสี่ยง จึงต้องขายเอาเงินสดออมา และเป็นความโชคร้ายของไทยแลนด์ เพราะ 5 ปีย้อนหลังหุ้นขึ้นมาต่อเนื่อง 260% เขาจึงเลือกที่จะขายหุ้นไทย ซึ่งไม่ได้ขึ้นกับว่าพื้นฐานเป็นไง แต่ดูว่าขายตรงไหนที่ได้กำไรดี เพราเขาซื้อมาตั้งแต่หลังวิกฤตซัพไพรม์ ” นายกวี กล่าว
*** FSS แนะหุ้นราคาถูก PE ตลาดหุ้นไทยปัจจุบันต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี คาด SET หา bottom เจอในเดือน ต.ค. และปรับขึ้นในช่วงปลายปี ***
          ด้าน ฝ่ายวิจัย บล.ฟินันเซียไซรัส ประเมินว่า เพียงแค่ 2 วันสุดท้ายของสัปดาห์ที่ผ่านมา SET Index ปรับลงไปแล้ว 71 จุด หรือ 6.9% ทำให้ในเดือน ก.ย. ลงไปแล้ว 10.4%MTD ใกล้เคียงกับประเทศในกลุ่ม TIPs (อินโดนีเซีย -11.4%MTD ฟิลิปปินส์ -11.0%MTD) และทำให้ SET Index ซื้อขายที่ PE 10.8 เท่าสิ้นปีนี้ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาที่ 11.0 เท่า และ ‘ถูก’ กว่าในช่วงที่มีเหตุการณ์การเมืองรุนแรงในปีที่ผ่านมาที่ 11.3 เท่า (= 998 จุด) หากใช้ PE ที่ค่าเฉลี่ย 11 เท่า SET Index จะอยู่ที่ 978 จุด แต่ถ้าย้อนกลับไปดูในช่วงวิกฤตแต่ละครั้งเพื่อจะหา Downside ของตลาด พบว่ามีตั้งแต่ 530 จุด (ช่วงวิกฤต Subprime) หรือ 706 จุด (ธปท.กำหนดกันสำรอง 30%) หรือ 930 จุด (ช่วง Dotcom crisis) หรือ 856 จุด (วิกฤตการเงินในเอเชียปี 1997) แต่ไม่มีปีใดที่กำไรของ บจ.ในตลาดจะเติบโตแข็งแกร่งเท่าปีนี้ (กำไร H1/11 เพิ่มขึ้น 30% จากทั้งยอดขายและอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้น หนี้สินต่อทุนลดลง ROE เพิ่มขึ้น และประมาณ 30% ของบริษัทที่ศึกษามีกำไรดีกว่าคาด ทั้งนี้คาดกำไรทั้งปี 2011 เติบโต 17.2%) แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอลง แต่การส่งออก 2 เดือนแรกของ Q3/11 ก็ยังขยายตัวดีกว่าคาด (+34.6% Y-Y) โดยเฉพาะเดือน ส.ค. ที่มีน้ำท่วมและทั่วโลกกำลังวิตกเรื่องหนี้ของสหรัฐและยุโรป และรายงานสินเชื่อของธนาคารในเดือน ส.ค. ก็ปรากฏว่าขยายตัวในทุกธนาคาร (+1.6% M-M) และกระจายในทุกเซ็กเมนต์ทั้ง Coporate, SMEs, Retails
          ทั้งนี้มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะชะลอไปอีกหลายปี ขณะที่หนี้ของยุโรปก็ยังจะเป็นปัญหาอีกนาน เชื่อว่า Flow ของต่างชาติจะยังไม่กลับมาอย่างน้อยจนถึงสิ้นปีนี้ แต่ตลาดหุ้นไทยจะปรับขึ้นได้ในช่วง 2 เดือนสุดท้ายด้วยแรงซื้อจากกองทุนในประเทศ (RMF, LTF) และรายย่อย ณ ระดับ SET Index 958.16 จุด พบว่ามีหุ้นหลายตัวที่ถูกกว่าในช่วงวิกฤตการเงินโลกที่ผ่านมา และได้เพิ่มสมมติฐานว่าถ้าการส่งออกไม่เติบโต ค่าแรงเพิ่มขึ้นตามมาตรการของรัฐบาล เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจาก 4.3% เป็น 5.0% ดอกเบี้ยเพิ่มจากประมาณการเดิมอีก 0.50% พบว่าหุ้นเหล่านี้ยังสามารถเติบโตได้ หุ้นเหล่านี้ได้แก่ ADVANC, BANPU, GFPT, GLOW, HEMRAJ, KBANK, SAT, SCB, SCC, SPALI, TK
          อย่างไรก็ตามยังคงมุมมอง Bullish view ในระยะยาว และคงเป้าหมาย SET target 1,200 จุดสิ้นปีนี้ อย่างไรก็ตาม ระยะนี้ตลาดหุ้นทั่วโลกยังไม่พ้นภาวะ ‘หมี’ ไม่เว้นแม้แต่ตลาดเอเชียโดยเฉพาะอินโดนีเซียที่ในปีนี้ยอดต่างชาติยังเป็น ‘ซื้อสุทธิ’ สำหรับ SET ก็เช่นกัน ดูจากการ short Futures ของต่างชาติด้วยปริมาณที่สูงเกือบ 1 พันสัญญาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา การหาแนวรับด้วย Technical น่าจะเหมาะกว่า มองแนวรับที่ 937 จุด +/- และเชื่อว่า SET จะหา bottom เจอในเดือน ต.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่กรีซควรได้รับคำตอบว่าจะได้รับเงินช่วยเหลือ 8 พันล้านยูโรหรือจะล้มละลาย รวมทั้งคาดว่า SET จะปรับขึ้นได้ในช่วง 2 เดือนสุดท้ายจากแรงซื้อของกองทุนในประเทศ (LTF, RMF) และรายย่อย
***สภาธุรกิจตลาดทุนไทย มองตลาดหุ้นผันผวนจนกว่าปัญหายุโรปเกี่ยวกับการแก้ไขหนี้จะชัดเจน***
          นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทยกล่าวถึงสำหรับสาเหตุที่หุ้นไทยปรับลดลงแรงเมื่อวานนี้ว่า เกิดจากนักลงทุนตกใจกับทิศทางเศรษฐกิจโลก จึงทำให้มีแรงเทขายหุ้นออกมามาก แต่เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่ปรับลงมากกว่าไทย เช่น บางประเทศในเอเชียลงถึง 25% ส่วนตลาดหุ้นยุโรปปรับลง 30% ในขณะที่ไทย ปรับลงมาประมาณ 7% ฉะนั้น จึงเชื่อว่าตลาดหุ้นจะผันผวนต่อไปจนกว่าปัญหาของยุโรปเกี่ยวกับการแก้ไขหนี้จะชัดเจน
          อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยมีแข็งแกร่งมากพอที่จะรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกหรือแม้จะเกิดวิกฤตรอบสองก็ตาม เพราะภาครัฐและเอกชนยังมีการขาดดุลในระดับที่ไม่อันตรายมากนัก
          นายไพบูลย์กล่าวต่อไปว่านโยบายที่อยากให้รัฐบาลเร่งทำในตอนนี้คือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ เพื่อเป็นการสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลว่าต้องการที่จะอยู่ในระยะยาว แม้การลงทุนนั้นจะส่งผลดีในระยะยาวก็ตาม แต่ขณะนี้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ ทั้งที่เศรษฐกิจก็ไม่ได้อ่อนแอมาก ซึ่งหากไม่เร่งทำโครงการดังกล่าวอาจทำให้รัฐบาลถูกมองว่าทำแต่ประชานิยมเพียงอย่างเดียว
*** KEST ระบุดัชนีฯ ได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วที่ระดับ 1,149 จุด พร้อมคาดหุ้นร่วงแรง! หลังกองทุนต่างประเทศเทขาย ***
          นายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KEST กล่าวกับ eFinanceThai.com ว่าสาเหตุที่ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงแรงวานนี้ เกิดจากแรงขายของกองทุนต่างประเทศบางแห่ง ที่มีการกู้เงินในรูปของดอลลาร์สหรัฐมาซื้อหุ้นหรือดอลลาร์แครี่เทรด เพราะเมื่อถึงคราวปิดสถานะก็เกิดแรงขายขึ้นมามากกว่าที่จะเกิดจากประเด็นการ Forced Sell
          ส่วนบริษัทฯ จากการตรวจสอบพบว่า ไม่มีการ Forced Sell เกิดขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาบัญชีมาร์จิ้นของบริษัทฯ มีเพียง 4,000 ล้านบาท ซึ่งลดลงมาอย่างต่อเนื่อง แต่แรงขายมีบ้างที่เกิดจากบัญชีเทรดฟิวเจอร์ส แต่บริษัทฯ ได้สอบถามไปยังลูกค้าก่อนว่าจะให้บริษัทขายหุ้นให้ หรือเติมเงินเข้ามาเพิ่ม ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ก็เลือกที่จะเติมเงินสดเข้ามาในบัญชี
          สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นจากนี้ไปคาดว่ายังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะปัญหาหนี้ยุโรปยังเป็นเรื่องที่นักลงทุนกังวลว่าจะมีทางออกแบบใด ดังนั้นนักลงทุนควรจะรอดูทิศทางตลาดหุ้นก่อน ยังไม่ต้องรีบร้อน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาบริษัทฯก็ได้แนะนำให้ลูกค้าทยอยขายเป็นระยะ ส่วนเป้าหมายดัชนีฯ ในปีนี้ยังคาดได้ลำบาก เพราะปัจจัยพื้นฐานเปลี่ยน แต่เชื่อว่าจุดสูงสุดของตลาดหุ้นได้ผ่านพ้นไปแล้วตั้งแต่ที่ดัชนีฯ แตะระดับ 1,149 จุด
          อย่างไรก็ตามส่วนแบ่งทางการตลาดฯ (มาร์เก็ตแชร์) ปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 12% จากปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 12.7% ลดลงเล็กน้อยตามภาพรวมการซื้อขายที่ไม่ค่อยดีนัก และบริษัทฯ ก็ไม่ได้แนะนำให้ลูกค้าซื้อหุ้นในช่วงนี้ เนื่องจากภาวะตลาดยังผันผวน
*** ส.นักวิเคราะห์ เล็งปรับเป้าดัชนีฯ ปีนี้ลงอีกครั้ง ภายใน 2 สัปดาห์ข้างหน้า หลังปัญหายุโรปแรงเกินคาด  ***
          นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เปิดเผยว่าภายใน 2 สัปดาห์ข้างหน้าสมาคมฯ จะทบทวนเป้าหมายดัชนีฯ ในปีนี้ลงอีกครั้ง หลังพบว่าวิกฤตหนี้ยุโรปแรงกว่าที่คาด ส่วนจะปรับลดลงเป็นเท่าใดนั้นขอเวลาสรุปข้อมูลอีก 2 สัปดาห์ นอกจากนี้ ยังแนะนำให้นักลงทุนระยะยาวทยอยซื้อหุ้น เพราะขณะนี้หุ้นหลายตัวมีราคาต่ำกว่าพื้นฐาน โดยเฉพาะหุ้นใน SET50 มีราคาต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานประมาณ20-30%
***บล.โกลเบล็ก ยอมรับมีนลท.ถูก Forced Sell ใน SET50 Futures และ Gold Futures แต่แค่ส่วนน้อย เพราะฝ่ายวิเคราะห์แนะให้ลุยขาลงมานานแล้ว ***
          นายสัญญา หาญพัฒนกิจพานิช ผู้อำนวยการทีมพัฒนาธุรกิจตลาดอนุพันธ์ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด เปิดเผยกับ eFinanceThai.com ว่า มีนักลงทุนบางส่วนที่เข้ามาซื้อขายสินค้าอนุพันธ์กับบริษัท ถูกบังคับขาย (Forced Sell) สัญญา SET50 Futures และ Gold Futures แต่เป็นเพียงนักลงทุนรายย่อยส่วนน้อยเท่านั้น เนื่องจากที่ผ่านมาทางบล.โกลเบล็ก ได้แนะนำให้นักลงทุนหันมาลงทุนทางฝั่งขายมากขึ้น หลังจากที่ตลาดหุ้นหลุดระดับ 1,000 จุดลงมา ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่ได้ให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกับบริษัท แต่ก็จะมีบางส่วนที่ยังมั่นใจว่าตลาดยังเป็นทิศทางขาขึ้น จึงต้องถูกเรียกวางเงินประกันเพิ่ม หรือ ถูก Forced Sell ดังกล่าวออกไป
          ทั้งนี้ประเมินถึงแนวโน้มตลาดทุนในช่วงนี้ว่ายังไม่มีสัญญาณฟื้นตัว ซึ่งประเด็นสำคัญที่ยังต้องติดตามคือการประชุมของกลุ่มผู้นำในประเทศมหาอำนาจต่างๆ ว่าจะให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจอย่างไร
          ส่วนทิศทางราคาทองคำในช่วงนี้ประเมินว่า จะลงสู่แนวรับ 1,480 ดอลลาร์/ออนซ์ในช่วงเดือนตุลาคม ซึ่งระหว่างทางอาจจะมีการรีบาวน์ขึ้นได้ไปสู่แนวต้าน 1,630 ดอลลาร์/ออนซ์ตามลำดับ ซึ่งกลยุทธ์สำหรับนักลงทุนที่ซื้อขายทองแท่งในขณะนี้ ควรชะลอการสะสม หรือหาจังหวะขายทองคำเพื่อทำกำไร
          'ตอนนี้ทิศทางของแนวรับของ SET50 Futures ยังบอกไม่ได้ เพราะยังไม่ได้คุยกับฝ่ายวิเคราะห์ แต่ทองคำจะมีแนวรับ 1,480 เหรียญ ในเดือนตุลาคม ส่วนนักลงทุนที่ถูก Forced Sell จากเราก็มีบ้าง แต่เป็นสวนเล็กน้อย เพราะเราแนะนำให้เป็นทิศทางขาลงตั้งแต่หุ้นหลุด 1,000 จุด ซึ่งส่วนใหญ่จะลงทุนตามและได้กำไร' นายสัญญากล่าว
*** จรัมพร ชี้หุ้นร่วงแรง เกิดจาก 4 กลุ่มบิ๊กแคปโดนทิ้ง ระบุไม่ใช่เกิดการ Forced Sellยันไม่ได้ใช้ Circuit Breaker ***
          นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่าสาเหตุที่หุ้นร่วงแรงวันนี้เกิดจาก 4 กลุ่มหลักทรัพย์ที่มีมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่ซึ่งประกอบกลุ่มพลังงาน,ธนาคาร,ก่อสร้างและสื่อสารทำให้เป็นตัวกดดัชนีฯ แต่ไม่ใช่เกิดจากประเด็นการบังคับขาย (Forced Sell) อย่างที่คาดกัน เพราะตลาดเข้มงวดมากกับการซื้อโดยใช้มาร์จิ้น มูลค่าของการซื้อขายแบบมาร์จิ้นมีเพียง 30,000 ล้านบาท ซึ่งตลาดคุมเข้มตั้งแต่ปีที่แล้วจึงไม่มีปัญหาแน่นอน ส่วน short Sell มีเพียง1%ของการซื้อขายในตลาดหุ้นเท่านั้นตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลงแรงวานนี้ เนื่องจากนักลงทุน panic sell ขณะที่มองว่าปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจ และบริษัทจดทะเบียน(บจ.)ยังแข็งแกร่ง
          'เป็นหุ้นใหญ่ๆ ทั้งนั้นที่ร่วงลงทั้งพลังงานร่วงลง 9% ธนาคาร 7% ก่อสร้าง 7% สื่อสาร ก็ร่วงซึ่งกลุ่มบิ๊กแคปมีน้ำหนักต่อตลาดหุ้นไทยมากแค่พลังงานก็มีน้ำหนักถึง27%' นายจรัมพร กล่าว
          ส่วนกรณีที่ระบบการซื้อขายหลักทรัพย์ช่วงบ่าย เกิดปัญหาขัดข้อง ส่งผลให้การซื้อขายหลักทรัพย์หยุดชั่วคราว ขณะหนึ่ง ทำให้เครื่องหมาย halt ขึ้นเอง นั้น ขอชี้แจงว่าเกิดจากปัญหาทางเทคนิค ซึ่งไม่ใช่เกิดจากความตั้งใจของตลาดฯ ที่จะหยุดพักการซื้อขายตามที่มีกระแสข่าวออกมาในช่วงบ่าย ' เป็นปัญหาทางเทคนิค ไม่สามารถเล่าในรายละเอียดได้ และหลังแก้ไขปัญหาแล้วระบบซื้อขายทำงานต่อก็น่าจะเกิดจากออเดอร์ที่ค้างอยู่ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ผิดปกติและยืนยันว่าตลาดฯ ไม่ได้แทรกแซงระบบการซื้อขายแต่อย่างใด 'นายจรัมพร กล่าว
          อนึ่ง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแจ้งว่าตามที่ระบบซื้อขายตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ได้แสดงสถานะหยุดซื้อขายชั่วคราว ในเวลาประมาณ 14.36 น.ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอชี้แจงว่าในช่วงเวลาดังกล่าวไม่ได้เป็นการหยุดการซื้อขายจากมาตรการ Circuit Breaker
          ส่วนกรณีที่ที่ระบบซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ฯ และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ หยุดการซื้อขายชั่วคราวในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นผลจากการที่ระบบซื้อขายมีการป้องกันความเสียหายจากการปรับลดลงของดัชนี ซึ่งเมื่อเวลา 14.36 น. ดังกล่าว ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ได้ปรับลดลงมากกว่า 10% ส่งผลให้ระบบซื้อขายของทั้งตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอไอเปลี่ยนสถานะเป็นการหยุดซื้อขายชั่วคราว ซึ่งเมื่อตรวจสอบแล้วพบว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับลดลงยังไม่ถึงระดับที่กำหนดที่จะต้องใช้มาตรการ Circuit Breaker ระบบจึงได้ปรับสถานะตลาดให้สามารถซื้อขายต่อเนื่อง
*** กิตติรัตน์ ระบุยังไม่มีมาตรการพิเศษเพิ่มเติม หลังหุ้นไทยร่วงหนัก ชี้ ฝรั่งขายทำกำไร ติงนลท.ไทยอย่าตื่นตระหนก ระบุศก.ยังแข็งแกร่ง***
          ขณะที่นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึง กรณีที่ตลาดหลักทรัพย์ไทยปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงว่า ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องออกมาตรการพิเศษที่จะดูแลในช่วงนี้ หรือขอให้นักลงทุนไทยอย่างตื่นตระหนก เนื่องจากเท่าที่สังเกตพบว่าการปรับตัวลดลงครั้งนี้เกิดจากการแรงขายชี้นำของนักลงทุนต่างชาติที่กังวลภาวะเศรษฐกิจ และปัญหาหนี้สินของสหรัฐฯและยุโรป ขณะเดียวกันพบว่าดัชนีเป็นการปรับตัวลดลงหลังจากที่ก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียปรับตัวลดลงแรงโดยหุ้นไทยมีความแข็งแกร่งมากกว่าจึงทำให้ไม่ปรับตัวลดลงมากนัก ประกอบกับมีความเชื่อมั่นจากความชัดเจนทางการเมืองทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่จึงมาแสวงหาผลตอบแทนในตลาดหุ้นไทย
          อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้พบว่าตลาดหุ้นไทยได้ปรับตัวลดลงเข้าสู่ระดับเดียวกันกับตลาดหุ้นในเอเชียแล้ว ดังนั้นจึงอาจเป็นจังหวะที่จะมีการลงทุนเพิ่มเติมได้ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังมีความแข็งแกร่ง
          'ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่ได้คิดว่าตลาดหุ้นจะลงเยอะขนาดนี้ ประเด็นที่เป็นปัญหาไม่ใช่เรื่องใหม่เป็นเรื่องที่ตลาดยุโรปและสหรัฐฯมีการกังวลกัน ยังไม่อยากให้นักลงทุนไทยกระต่ายตื่นตูม หน้าที่ของเรามีการเตรียมการเรื่องระบบเศรษฐกิจให้มีความแข็งแรง เงินตราต่างประเทศเราก็ยังมีมาก ดังนั้นการที่นักลงทุนต่างชาติตกใจและดึงเงินกลับก็เป็นเหตุผลของเขา' นายกิตติรัตน์ กล่าว
*** สภาธุรกิจตลาดทุนไทย เสนอ 7 แนวทางต่อรัฐบาล เร่งสร้างภูมิคุ้มกันตลาดหุ้น หลังศก.โลกมีปัญหา***
          ด้านนายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยว่าด้วยภาวะเศรษฐกิจโลกที่เผชิญกับความเสี่ยงขาลงครั้งใหญ่ และภาวะตลาดทุนโลกที่เป็นไปด้วยความผันผวนและแรงเทขาย สภาธุรกิจตลาดทุนไทย จึงมีความเป็นห่วงที่มีผลกระทบต่อประเทศไทย จึงขอนำเสนอ 7 ข้อ ต่อรัฐบาลไทย เพื่อช่วยเร่งสร้างภูมิคุ้มกันและสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยและตลาดทุนไทย สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนและมีเสถียรภาพ หลังจากที่เศรษฐกิจโลกมีปัญหา ส่วนข้อเสนอมีดังนี้
          1. เสนอให้รัฐบาลทบทวนนโยบายต่าง ๆที่ได้ประกาศไปช่วงก่อนการเลือกตั้งและให้มีการปรับปรุงและเรียงลำดับความสำคัญใหม่ เพื่อให้รองรับการผลกระทบจากการชะลอของเศรษฐกิจโลกที่อาจกระทบมาถึงประเทศไทย โดยรัฐบาลอาจจำเป็นต้องเก็บงบประมาณบางส่วน เพื่อใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ หากเกิดวิกฤตรอบ 2
          2. รัฐบาลอาจต้องทบทวนนโยบายที่จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต เช่น นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ เพราะการขึ้นค่าแรงในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวอาจทำให้ผู้ประกอบการเลือกลดต้นทุนการผลิตด้วยการปลดคนงาน จึงเสนอให้การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป
          3. เสนอให้รัฐบาลเร่งรัดการดำเนินนโยบายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน รวมทั้งเป็นการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนจากเอกชนด้วย
          4. สภาฯ สนับสนุนนโยบายลดภาษีนิติบุคคล จาก 30% เป็น 20% จึงขอเสนอให้รัฐบาลประกาศยืนยันนโยบายนี้อีกครั้งเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจ
          5. เนื่องจากมีแรงเทขายในตลาดหุ้นอย่างรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา ทำให้มูลค่าหุ้นส่วนใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ปรับลดลงต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานมาก จึงเสนอให้รัฐบาลจัดตั้งกองทุนในลักษณะเดียวกันกับกองทุนวายุภักษ์ เพื่อเข้าลงทุนในบริษัทที่มีพื้นฐานดี
          6. ขอเสนอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทบทวนนโยบายการเงิน และหากสามารถชะลอการขึ้นดอกเบี้ยออกไปก่อน ก็จะช่วยลดความผันผวนในตลาดทุนได้
          7. เสนอให้รัฐบาลรักษาวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้การขาดดุลทางการคลัง และหนี้สาธารณะเพิ่มมากหรือเร็วจนเกินไป และหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลจะดำเนินนโยบายต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใสและตรวจสอบได้
***ก.ล.ต. ยืนยันระบบและฐานะของผู้ให้บริการในตลาดทุนมั่นคง ***
          สืบเนื่องจาก(26 กันยายน 2554) และสัปดาห์ที่ผ่านมา การซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดหลักทรัพย์ในต่างประเทศ รวมถึงราคาของทองคำและโลหะเงินลดลงอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน
          นายชาลี จันทนยิ่งยง รองเลขาธิการ รักษาการเลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า การปรับตัวลดลงของทั้งดัชนีหุ้นไทย ราคาทองคำและโลหะเงิน เป็นผลจากการปรับตัวและความผันผวนของราคาในตลาดโลก ซึ่ง ก.ล.ต. มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและขอให้ความมั่นใจว่าระบบการซื้อขาย การชำระเงินและส่งมอบหลักทรัพย์และตราสารอนุพันธ์ ซึ่งรวมถึงฐานะความมั่นคงของผู้ให้บริการในตลาดทุน เช่น ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุน และตัวแทนซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้ามีความมั่นคง
          ก.ล.ต. ระบุว่า การซื้อขายหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ผู้ลงทุนควรตัดสินใจด้วยความรอบคอบ อย่าตื่นตระหนก เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศมีทิศทางเติบโตและฐานะของบริษัทจดทะเบียนยังคงแข็งแกร่ง”
          ทั้งนี้ ก.ล.ต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะประสานงานและติดตามข้อมูลที่อาจเกิดผลกระทบกับ การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอย่างใกล้ชิด เพื่อเปิดเผยให้สาธารณชนรับทราบสำหรับใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนต่อไป
***TFEX ประกาศหยุดทำการซื้อขาย Silver Futures เป็นการชั่วคราว***
          ตามที่ราคาซื้อขายของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าโลหะเงิน (Silver Futures) ในวันที่ 26 กันยายน 2554 เวลา 9:45 เปลี่ยนแปลงลดลงจาก ราคาที่ใช้ชำระราคาและส่งมอบล่าสุด (Latest Settlement Price) คิดเป็น 10%
          ตลาดอนุพันธ์จึงหยุดทำการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า Silver Futures เป็นการชั่วคราว ในวันที่ 26 กันยายน 2554 ตั้งแต่เวลา 9:45 น. โดยจะเปิดทำการซื้อขายอีกครั้ง ในเวลา 10:15 น. และกำหนดให้เริ่มช่วงPre-open ตั้งแต่เวลา 10:05 น. ถึง 10:15 น. (10 นาทีก่อนเปิดการซื้อขาย)
          ทั้งนี้ ตลาดอนุพันธ์จะขยาย Daily Price Limit จาก +/- 10% เป็นไม่เกิน +/- 20% ของราคาที่ใช้ชำระราคาและส่งมอบล่าสุด (Latest Settlement Price)
อนึ่ง การหยุดการซื้อขายชั่วคราวดังกล่าวนั้น เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของตลาดอนุพันธ์ซึ่งกำหนดไว้ใน contract specification ของ Silver Futures
จันทร์ 26 ก.ย.--ข่าวหุ้น :
สรุปข่าว หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น

เปิดโผหุ้นชอร์ตหนัก ลุ้นดีดกลับแรง 2 เท่า นำทีมโดย JAS-IVL-TMB-IRPC-STA และ TOP
    เปิดโผ 6 หุ้นที่ถูกขายชอร์ตเซลแรง ในรอบสัปดาห์ก่อน ที่ดัชนีหุ้นจะร่วงแรง นำทีมโดย JAS, IVL,TMB, IRPC, STA และ TOP จับจังหวะช่วงดัชนีตลาดหุ้นดีดกลับ  เพราะจะมีแรงซื้อเข้ามามากกว่าปกติเนื่องจากจะมี 2 กลุ่มที่จะเข้ามาซื้อ แบ่งเป็นกลุ่มที่เห็นว่าราคาหุ้นต่ำกว่าพื้นฐาน กับกลุ่มที่ต้องซื้อหุ้นเพื่อคืนหลังยืมมาชอร์ต "กูรู" คาดกรอบลงทุนสัปดาห์นี้มีสิทธิฟื้นตัวแต่ไปไม่ถึง 1,000 จุด

TICON ฟันกำไร 30% ขายทรัพย์ให้ทีโลจิส
    "ไทคอน" เผย 29 ก.ย.นี้ เตรียมขายโอนคลังสินค้ามูลค่า 935 ล้านบาท ให้แก่กองทุน TLOGIS ฟันกำไรก่อนหักภาษี 30% หนุนรายได้-กำไรไตรมาส 3 เด้ง! ขณะที่ปลายปีนี้จ่อขาย TDR ในไต้หวันระดมทุน 1,000 ล้านบาทขยายคลังสินค้า

ลุย LTF-RMF พุ่ง 100%
    KTAM ปลื้มนักลงทุนเก็บหุ้นพื้นฐานดีราคาถูก ผ่าน LTF-RMF เพิ่มเร็วกว่าปกติ หลังดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลดลงต่อเนื่อง จากปัจจัยลบนอกประเทศ ส่งผลเม็ดเงินลงทุนผ่านกองทุน LTF เติบโตสูง 100% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา

SVI หุ้นปลอดภัย อยู่ช่วงซื้อหุ้นคืนยอดออเดอร์ล้น!
    SVI ปลอดภัยน่าลงทุน ออเดอร์งานแน่นเต็มมือไม่เลิก มั่นใจยอดขายทั้งปี' 54 ทะลุ 300 ล้านดอลลาร์แน่นอน วงการชี้โอกาสเก็บของดีราคาถูกมาแล้ว แถมนโยบายซื้อหุ้นคืนยิ่งช่วยหนุนราคาสู้ภาวะตลาดทรุด ยืนยันราคาพื้นฐานต้องเกิน 5 บาทเท่านั้น

IVL วิกฤติยุโรปไม่กระทบ
    IVL แกร่งราคาหุ้นพุ่ง 3% บวกสวนดัชนีตลาดหุ้นติดลบ หลังผู้บริหารยันผลดำเนินงานไม่ได้รับผลกระทบวิกฤติยุโรป-สหรัฐ ด้านผู้ถือหุ้นไฟเขียวขายหุ้นกู้ 2.5 หมื่นล้าน โบรกฯคาดครึ่งปีหลังกำไรสดใสรับกำลังผลิตเพิ่ม

คลังเสนอลดภาษีเพิ่ม
    รมช.คลังเสนอ ครม.พรุ่งนี้ ปรับเกณฑ์บ้านหลังแรก ควบดอกเบี้ย 0% อัดฉีดตลาดอสังหาฯเพิ่ม หลังปรับแทบไม่เสียภาษีบ้าน แถมด้วยดอก 0% ดึงแบงก์รัฐร่วมรายการแจกแถม ส่วนรถคันแรกปรับเพิ่มซีซีเกิน 1,600 ซีซี หนุนรถแท็กซี่

HMPRO ทุ่ม 330 ล้าน ผุดสาขาใหม่ลพบุรี ยอดขาย 40 ล้านบาท
    "โฮมโปร" ทุ่มงบกว่า 330 ล้านบาท ผุดสาขาแห่งที่ 44 "ลพบุรี" ยึดพื้นที่ตลาดภาคกลางตอนบนพร้อมฉลองยิ่งใหญ่ด้วยการมอบโปรโมชั่นรับสุดคุ้ม ทั้งเงิน-ทั้งทอง และของแถม รวมถึงส่วนลดสินค้าสูงสุด70% ตั้งเป้ายอดขายไม่ต่ำกว่า 40 ล้านบาทต่อเดือน

SC แจงขายบ้านสูงกว่า 5 ล้าน โต้ประชาธิปัตย์ กล่าวหาบ้านหลังแรกเอื้อประโยชน์
    "อรรถพล" โต้ประชาธิปัตย์กรณีระบุนโยบายบ้านหลังแรกเอื้อประโยชน์ให้กับ SC ไม่อยู่บนข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง และทำให้เกิดการเข้าใจผิดกับ SC พร้อมแจงขายบ้านกลุ่มลูกค้าระดับกลางขึ้นไปกว่า 90% ราคาขายสูงกว่า 5 ล้าน มีเพียง 10% ที่ต่ำกว่า 5 ล้านส่วนใหญ่ขายแล้วและไม่ใช่บ้านหลังแรก

SSI ลุ้น Q3 พลิกกำไร 3 พันล้าน บุ๊คกลับกู๊ดวิลติดลบเป็นกำไร
    SSI ลุ้นไตรมาส 3/54 พลิกเป็นกำไรกว่า 3,000 ล้านบาท บันทึกค่าความนิยมติดลบกลับมาเป็นกำไร 100-160 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ทั้งปีคาดยังขาดทุน เหตุมีค่าใช้จ่ายการซื้อโรงถลุงเหล็ก Teesside และคาดจะฟื้นตัวขึ้น 2-3 ปีข้างหน้า หลังเริ่มรับรู้ผลตอบแทนจากการลงทุนในโรงเหล็ก

QTC ยิ้มออเดอร์ครึ่งหลังทะลัก แย้มผลงาน Q3 แจ่ม! ย้ำรายได้ปีนี้โตตามนัด 20%
    QTC ฟุ้งผลงานไตรมาส 3 โตเท่าตัวจากไตรมาส 2 เหตุส่งมอบงานให้ลูกค้าเพิ่มขึ้นแถมออเดอร์ใหม่ไหลเข้าเพียบทั้งลูกค้าภาครัฐ และเอกชน ลากยาวถึงไตรมาส 4 ส่งผลทั้งปีโตตามเป้า 20% เล็งกระจายการส่งมอบงานและรับรู้รายได้ไปในช่วงโลว์ซีซั่นครึ่งแรกของปีหน้า

BMCL สีม่วงฉลุยไร้ปัญหาทีโออาร์ ต่อรองจบเดือนหน้า พร้อมเสนอครม.ไฟเขียวพ.ย.นี้
    BMCL ไร้ปัญหาทีโออาร์หลัง รฟม. พร้อมต่อรองราคาโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) สัญญา 4 ย้ำชัดเดือน ต.ค. จบแน่ ระบุเตรียมนำเสนอครม.เดือนพ.ย. 54

ไอซีทีเร่งสรุปสัญญาสัมปทานมือถือ เสนอครม.ปูจ๋าตัดสิน "อิงพรบ.ร่วมทุนฯหรือเลิกสัญญา"
    ปลัดไอซีทีเล็งส่งสรุปเจรจาสัมปทานมือถือให้รมว.ไอซีทีพิจารณา ก่อนส่งไม้ต่อขอความเห็นครม. "ยิ่งลักษณ์" ว่าจะให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสัญญาอีกครั้ง หรือ ให้อิงตามคณะกรรมการมาตรา 22-13 ตามพ.ร.บ.ร่วมทุนฯคือให้ยุติสัญญาสัมปทาน พร้อมจี้ "สุชาติ" เช็กบิลคดีความหน่วยงานไอซีที โดยเฉพาะสอบซิป้าและสัญญา กสทฯ-TRUE ขีดเส้นไม่เกิน 10 วัน ก่อนย้ายไปคุมราชทัณฑ์

จี 20 ช่วยลดความวุ่นวายในตลาดหุ้น สัญญาจะรักษาเสถียรภาพทางการเงินทุกวิถีทาง
    แม้ว่าตลาดหุ้นในเอเชียยังคงดิ่งลงต่อ แต่หุ้นยุโรปสามารถดีดตัวขึ้นจากระดับต่ำสุดในรอบ 26 เดือนได้เมื่อเปิดตลาดในวันศุกร์ที่ผ่านมาเนื่องจากจี 20  สัญญาว่าจะรักษาเสถียรภาพทางการเงิน  อย่างไรก็ดีความรู้สึกที่อยากจะเสี่ยงยังคงเปราะบาง เพราะมีความวิตกว่าจะเกิดภาวะถดถอยขึ้นมาใหม่ในเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว จึงมีการมองกันว่า หุ้นคงจะฟื้นตัวแค่ชั่วคราว และการที่จี 7 ไม่มีมาตรการที่เป็นรูปธรรม น่าจะทำให้มีแรงเทขายต่อไป

"ปู" แรงศรัทธานิยมปชช.สูงข่ม "มาร์ค"
    เอแบคโพลล์ชี้ความนิยมศรัทธาในตัวนายกฯ "ยิ่งลักษณ์" สูงกว่า "อภิสิทธิ์" แต่กลุ่มคนส่วนใหญ่ยังไม่นิยมศรัทธาใครเลย ส่วนเกษตรกร-คนว่างงานนิยมยิ่งลักษณ์มากสุด

AFET สนองนโยบายรัฐอัพเกรดสินค้าดันศูนย์ซื้อขายล่วงหน้า
    AFET เดินหน้าสานต่อนโยบายรัฐบาลในการยกระดับและดูแลราคาสินค้าเกษตรให้มีเสถียรภาพที่เหมาะสม เน้นกลไกราคาตลาดโลก โดยใช้กลไกการซื้อขายล่วงหน้าของ AFET และ พัฒนาให้ไทยเป็นศูนย์กลางตลาดซื้อขายล่วงหน้าสินค้าเกษตรและอาหาร

บลจ.ทิสโก้จัดทัพ แบงก์ช่วยขยาย ลูกค้าพรีเมี่ยม
    บลจ.ทิสโก้ ควงแบงก์แม่ดันลูกค้ากองทุนระดับ 1 ล้านบาทขึ้นไปเติบโตต่อเนื่อง  หลังทิศทางอัตราดอกเบี้ยเป็นขาขึ้นป่วนตลาดลงทุน เพิ่มการแข่งขันดุ พร้อมระบุ ลูกค้ากลุ่มดังกล่าวของบริษัทปัจจุบันมีสูงถึง 80-90% ของพอร์ตการลงทุนทั้งหมด 120,000 ล้านบาท ยันจากนี้ไปบริษัทจะเพิ่มกลยุทธ์ เพื่อเพิ่มฐานลูกค้านี้ให้โตต่อเนื่อง

SCB เตรียมฮุบบล.ซิกโก้ ตั้งโต๊ะเทนเดอร์ 27 ก.ย.นี้
    แบงก์ไทยพาณิชย์  เตรียมฮุบบล.ซิกโก้ หลังจากที่ได้ SICCO เรียบร้อยแล้ว พร้อมตั้งโต๊ะทำคำเสนอซื้อจากนักลงทุนที่ราคาหุ้นละ 1.46 บาท เริ่มซื้อ 27 ก.ย.นี้

ชูวายุภักษ์โมเดล หวังระดมเพิ่ม ผลตอบแทนสูง
    คลังเสนอต่ออายุกองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่งหลังทรัพย์สินโตกว่า 3 แสนล้านบาท จากราคาหุ้นบลูชิพ ขณะที่ผู้จัดการกองทุนสนใจลงทุนเซ็ต 50 เพิ่ม เหตุศักยภาพดีและมีสภาพคล่องสูง  "ยิ่งลักษณ์"  อยากระดมทุนคล้ายวายุภักษ์เพิ่ม

คลังถกล้างหนี้ 1 ล้านล้าน ทางรอดกองทุนฯ ธปท.งดออกบอนด์
    สบน.แนะทางรอดกองทุนฟื้นฟูฯ แก้หนี้ 1 ล้านล้าน ระบุต้องเลิกกังวลออกพันธบัตรดูดซับสภาพคล่องในตลาดฯ ถึงจะมีรายได้เหลือพอไปจ่ายหนี้ดอกเบี้ยปีละ 6-7 หมื่นล้านบาท เตรียมตอบโจทย์รมว.คลัง 4 ข้อ ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้

ทองคำผันผวนหนัก เตือนนักลงทุนระวัง
    โบรกฯทอง รับ ลงทุนทองคำระยะสั้นยังคงมีความผันผวนหนัก ไม่แตกต่างจากสินทรัพย์เสี่ยงชนิดอื่น ๆ นักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น คาดทิศทางทองคำวันนี้  หากราคาทองคำดีดตัวขึ้นไม่ผ่านแนวต้านที่ 1,775 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ราคาทองอาจมีย่อตัวลงมาตามสถานการณ์ทันที--จบ--